(ข่าวธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 359 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2560)

บริษัทประกันภัยสุดทนรัฐมัดมือชก มัดตราสังข์ค่าเบี้ยต่ำ ทำขาดทุนอ่วมในการรับประกันรถ 3 กลุ่ม ทั้งรถบรรทุกหัวลากน้ำมันและแก๊ส ผสมโรงรถข้ามแดนไปฝั่งลาว เขมร และพม่าอยู่นาน แถมใช้ผิดประเภท บวกกับรถซุปเปอร์คาร์อ่วมค่าซ่อม อะไหล่แพงหูฉี่

สถานการณ์การค้าชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านปัจจุบันนับว่า ขยายการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยจากตัวเลขล่าสุดเดือน ม.ค.-ก.ย.ที่ผ่านมา พบว่า มีมูลค่าสูงถึง 8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% แบ่งเป็นการส่งออกมูลค่า 4.89 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.67% และการนำเข้ามูลค่า 3.11 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.59% ส่งผลให้ประเทศไทยเกินดุลการค้ามูลค่า 1.78 แสนล้านบาท และคาดว่าแนวโน้มการค้าชายแดนปีนี้จะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องตามการส่งออกภาพรวมกระเตื้องขึ้นตามลำดับ

ต่อเรื่องนี้ได้ส่งผลให้ปัจจุบันรถข้ามแดนเป็นประเด็นที่รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญอย่างมาก และควรเร่งเจรจาและทำทวิภาคีกับเพื่อนบ้านให้สามารถเดินรถข้ามแดนกันได้ตามกรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) ซึ่งหากทำได้สำเร็จการขนส่งทางรถบรรทุกข้ามแดนจะมีมูลค่ามหาศาลทีเดียว

แต่ทว่า ในทางกลับกัน ปัญหาของการขยายตัวของรถข้ามแดนนับเป็นประเด็นจุกอกของภาคธุรกิจประกันภัยไม่น้อยทีเดียว เนื่องจากที่ผ่านมาเบี้ยประกันรถยนต์รถข้ามแดนเหล่านี้กลับไม่ได้มีการรื้อปรับปรุงและแก้ไขพิกัดอัตราเบี้ยประกันใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน จึงทำให้บริษัทประกันฯต่างหวานอมขมกลืนใช้พิกัดอัตราเบี้ยประกันรถเดิมมาเป็นเวลานับหลายสิบปี แม้จะมีความพยายามเสนอขอปรับปรุงแก้ไขกับกรมการประกันภัยเรื่อยมาจนมาเป็นสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.)ในยุคอดีตที่ผ่านมากลับไม่ได้รับการตอบสนอง จนล่าสุดมาในยุคดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาฯคปภ. ทางสมาคมประกันวินาศภัยไทยได้ถือโอกาสอันเหมาะเจาะนี้เข้าไปเสนอขอปรับปรุงแก้ไขอีกระลอกล่าสุด

ต่อเรื่องนี้ ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวระดับสูงรายหนึ่งจากสำนักงานคปภ.ว่า เมื่อเร็วๆนี้นายวาสิต ล่ำซำ ประธานคณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ สมาคมประกันวินาศภัยไทยพร้อมคณะได้เข้ามาชี้แจงทำความเข้าใจกับทางคปภ.ในเรื่องของความเสี่ยงของรถที่เดินทางข้ามแดนในปัจจุบันที่ถูกกำหนดอัตราเบี้ยประกันไม่พอเพียงพอและเสี่ยงต่อการขาดทุน เนื่องจากสมัยก่อนอาจจะโค้ดเบี้ยประกันรถที่ใช้ข้ามแดนในอัตราที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ เนื่องจากรถส่วนใหญ่ยังเป็นรถท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันนี้รถที่ข้ามไปฝั่งลาว เขมร หรือพม่า ได้บรรทุกขนส่งสินค้า ไม่ใช่รถท่องเที่ยวอย่างเดียวแล้ว

“ทางสมาคมประกันฯได้เข้ามาพูดคุย และขอให้เห็นใจภาคธุรกิจว่า ค่าเบี้ยรถข้ามแดนปัจจุบันนี้สลักหลังใช้มา 30 กว่าปีแล้ว มันไม่เวิร์ค ซึ่งทางคปภ.ก็เห็นด้วย เพราะสถานการณ์ปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ทุกวันนี้คนข้ามไปเที่ยว คงไม่ใช่ แต่ข้ามไปทำงาน เช่นนั่งรถใหญ่ รถตู้เข้าไปแล้วอยู่นาน ซึ่งเรายังคงให้เอกชนใช้เบี้ยพิกัดเดิมบนพื้นฐานความคุ้มครองเดิมกล่าวคือ ปัจจุบันเข้าไปอยู่นานเท่าไหร่ก็ได้ คปภ.อนุญาตให้ปรับเพิ่มเบี้ยประกันได้แค่ไม่เกิน 20% ซึ่งจุดนี้คปภ.ก็คิดว่าน่าจะปรับให้สอดคล้อง คปภ.เลยขอให้ภาคเอกชนไปทำข้อมูลสถิติตัวเลขแจกแจงมาเสนอให้กับคปภ.เพื่อประกอบการพิจารณาใหม่”

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงคปภ.รายนี้ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ทางภาคเอกชนยังได้เสนอขอให้เพิ่มหัวพิกัดอัตราใหม่ขึ้นมา เพราะรถบรรทุกปัจจุบันเปลี่ยนรหัสไปแล้ว แต่ก่อนมีรถหัวลากมันมีรหัสเดียวใช้กับรถบรรทุกสินค้าทั่วไป แต่บังเอิญรถหัวลากขณะนี้นำไปบรรทุกน้ำมันและแก๊ส ซึ่งมันมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นจะมาใช้พิกัดอัตราเดียวกันกับรถหัวลากบรรทุกน้ำมันหรือแก๊สเช่นเดียวกันไม่ได้ ทางภาคเอกชนจึงมาเสนอขอให้คปภ.ทำให้ถูกต้องเสีย โดยคปภ.ได้ให้สมาคมประกันฯไปหาข้อมูลมาสนับสนุนว่า ความเสี่ยงมันเปลี่ยนไปอย่างไร เพื่อจะได้ทำการแยกรหัสรถใหม่ให้มันเกิดความชัดเจน

เช่นเดียวกับตัวรถซุปเปอร์คาร์ แหล่งข่าวระดับสูงคปภ. กล่าวว่า ทางเอกชนก็ได้เสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขโดยมีการออกเป็นกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์มาตรฐานสำหรับตัวรถซุปเปอร์คาร์ออกมา ซึ่งปัจจุบันในธุรกิจจะมีกรมธรรม์ที่ใช้เป็นประกันป.1 ทั่วไป กับแบบที่สองที่เป็นการคุ้มครองทุกกรณี ซึ่งทางสมาคมฯอยากให้คปภ.พิจารณาออกมาเป็นกรมธรรม์มาตรฐานเสียเลย เนื่องจากวิธีการพิจารณาค่าสินไหมหรืออัตราค่าเบี้ยประกันแตกต่างจากรถทั่วไปๆประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการการซ่อม อะไหล่รถ อีกทั้งภาษีนำเข้า ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยในการพิจารณาอัตราค่าเบี้ยฯที่แตกต่างจากรถทั่วไปอยู่แล้ว ถ้าหากเรายังใช้หลักเกณฑ์แบบที่กรมธรรม์ประกันรถยนต์ทั่วไปใช้กันอยู่ทุกวันนี้ Deductable ต่ำ ธุรกิจคงขาดทุนแน่นอน ดังนั้นจึงเห็นควรจะให้คปภ.ออกกรมธรรม์มาตรฐานออกมาเฉพาะสำหรับคุ้มครองรถซุปเปอร์คาร์ ซึ่งฐานลูกค้ารถกลุ่มนี้มีกำลังซื้อ ไม่น่าจะมีผลกระทบในแง่ของค่าเบี้ยประกันที่ปรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด โดยสมาคมประกันฯเห็นว่า เป็นเรื่องที่น่าจะทำให้มันถูกต้องเสีย และเกิดความแฟร์ต่อภาคธุรกิจ ซึ่งทางคปภ.ก็ได้ให้ภาคธุรกิจไปทำข้อมูลตัวเลขมาสนับสนุนในการพิจารณาเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

 (ข่าวธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 359 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2560)
http://www.nknewstv.com/index.php/insurance/item/1518-30-3

ประกันรถยนต์

ประกันรถยนต์